1.ลักษณะพิเศษของวัฒนธรรมอินเดียที่มีมายาวนานตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน
คือ การแสวงหาความจริงสูงสุด(ความจริงอันติมะ) และความสัมพันธ์ที่แนบแน่นระหว่างศิษย์กับคุรุ(ครูอาจารย์)
2.การระลึกชาติได้ของอาตานี้ไม่ใช่ทำได้แต่เฉพาะอาตมาเท่านั้น
แต่ยังมีโยคีอีกหลายท่านสามารถระลึกชาติได้หลายต่อหลายชาติติดต่อกันโดยไม่ขาดสาย
โดยท่านเหล่านั้นสามารถรู้ว่าเมื่อตายจากชาติหนึ่งแล้วไปเกิดเป็นอะไรบ้างในชาติต่อๆไป
ซึ่งหากว่ามนุษย์เรามีแค่ร่างกายเท่านั้น
เมื่อร่างกายแตกดับตายไปแล้วก็เป็นอันสิ้นสุดความเป็นคนกันเท่านั้นเอง แต่นี่มันไม่ใช่อย่างนั้น
หากศาสดาทั้งหลายตั้งแต่ปางบรรพ์มาแล้วพูดความจริง ก็หมายความว่ามนุษย์เราโดยแก่นแท้มีสภาพเป็นวิญญาณที่เป็นนามธรรมและสามารถอยู่ได้ในที่ทุกแห่ง
3.“ทำไมจะต้องตื่นเต้นกับผลประโยชน์ทางวัตถุกันมากนักนะ”โยมพ่อตอบ”บุคคลฝักใฝ่ในทางธรรมย่อมไม่ยินดีกับสิ่งที่ได้และเสียใจกับสิ่งที่สูญเสีย
เพราะพวกเขารู้ว่ามนุษย์เวลามาเกิดในโลกนี้มากันแต่ตัวไม่มีเงินติดมาแม้แต่รูปีเดียว
และเวลาตายจากโลกนี้ไปก็ไปแต่ตัวไม่มีเงินติดไปแม้แต่รูปีเดียว”
4.แรกๆอาตมารู้สึกเสียใจที่ท่าน(คุรุลาหิริ มหาสัย) เสียชีวิตไปแล้ว
แต่พออาตมาได้ค้นพบว่าท่านสามารถปรากฏตัวได้ในที่ทุกแห่งอย่างลี้ลับอาตมาก็เลยไม่มีความเสียใจอีกต่อไป
5.ท่านบรมคุรุ(ลาหิริ มหาสัย) จึงพูดทำลายความเงียบว่า “เราคือวิญญาณ
กล้องถ่ายรูปของเจ้าจะถ่ายรูปของวิญญาณที่ไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเนื้อได้อย่างไรเล่า”
6.คำพูดธรรมดาๆไม่มีข้อความร้ายใดๆที่พูดกับโยมพี่อุมานี้
พูดไปด้วยพลังสมาธิ
จึงมีอานุภาพที่ซ่อนเร้นเอาไว้พอที่จะระเบิดออกมาได้เหมือนลูกระเบิดและสามารถประสิทธิ์ผลที่แน่นอนได้
อาตมาเข้าใจต่อมาในภายหลังว่า
อานุภาพของถ้อยคำที่เปล่งออกมามีอานุภาพคล้ายลูกระเบิดนี้
หากใช้อย่างชาญฉลาดก็สามารถใช้เพื่อช่วยเหลือชีวิตของคนเราให้รอดพ้นจากอุปสรรคต่างๆได้
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น