ท่านโยคีบรมหงส์ โยคานันทะ เป็นผู้ปฏิบัติกริยะโยคะและเป็นผู้เขียนหนังสือท่องจิตวิญญาณเรื่อง”Autobiography
of A Yogi) ท่านเกิดที่เมืองโครักขปูร์ ประเทศอินเดีย เมื่อปี ค.ศ. 1893
อัตชีวประวัติเล่มนี้ตีพิมพ์เป็นครั้งแรกเมื่อปี
ค.ศ. 1946, 20
ปีหลังจากที่ท่านได้รับการแนะนำจากท่านคุรุของท่านให้ออกเดินทางจากประเทศ
อินเดียไปยังสหรัฐอเมริกาเพื่อเผยแผ่คำสอนของกริยะโยคะ(ตามศัพท์แปลว่า
โยคะแห่งการกระทำจริง)
มารดาของท่านได้เล่าเรื่องเหตุการณ์พิเศษบางอย่างที่
เกิดขึ้นกับท่านในช่วงต้นๆของชีวิตในอัตชีวประวัติเล่มนี้
โดยมารดาของท่านเล่าว่า ครั้งหนึ่งนางไปพบกับคุรุของนาง
และท่านคุรุได้ขอให้นางแหวกผู้คนเข้าไปหาแล้วท่านก็อุ้มทารกโยคานันทะไปไว้
บนตัก
ท่านได้กล่าวว่า”แม่หนู ลูกชายของแม่หนูจะได้เป็นโยคี
เขาจะเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณพาวิญญาณทั้งหลายเข้าสู่อาณาจักรของพระเป็นเจ้า”
มารดาของท่านโยคานันทะ
เล่าถึงเหตุการณ์ที่มีพระรูปหนึ่งที่นางไม่เคยพบเห็นมาก่อนมาหาที่ประตูบ้าน
แล้วบอกกับนางว่านางจะมีชีวิตอีกต่อไปอีกไม่นาน
พระรูปนี้ได้มาบอกด้วยว่า เครื่องรางอย่างหนึ่งจะปาฏิหาริย์มาปรากฏอยู่ในมือของนางในระหว่างที่นางนั่งเข้าสมาธิ
และได้บอกให้นางสั่งเสียให้ใครมอบเครื่องรางนี้แก่โยคานันทะหลังจากที่นางได้เสียชีวิตไปแล้วหนึ่งปี
โยคานันทะบอกว่าพอได้เครื่องรางที่ทำด้วยโลหะเงินจากคุณอนันต์ผู้พี่ชายาไว้ครอบครองแล้ว
ท่านก็สามารถระลึกชาติได้อย่างน่ามหัศจรรย์
โยคานันทะเชื่อว่า เครื่องรางชิ้นนี้เป็นของขวัญจากคุรุในอดีตชาติของท่าน
ที่ท่านไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่าแต่เป็นผู้นำทางวิถีชีวิตในปัจจุบันของท่าน
โยคานันทะได้เขียนถึงชีวิตในเยาว์วัยของท่านที่กัลกัตตา
การศึกษาเล่าเรียนในวิทยาลัย การพยายามหลบหนีไปที่เทือกเขาหิมาลัยเพื่อค้นหาคุรุ
การได้พบปะกับคุรุต่างๆ การได้พบปะคุรุที่แท้จริงของท่านเมื่ออายุ 17
ปีและสุดท้ายได้บวชเป็นพระฮินดู
ช่วงต่อมาในชีวิตเป็นช่วงที่ท่านก่อตั้งโรงเรียนที่รันชี ในรัฐพิหาร โดยใช้หลักการของโยคะเป็นสำคัญ
ต่อมาท่านได้เดินทางไปอยู่ที่สหรัฐอเมริกา ที่สหรัฐอเมริกานี้เองท่านได้เดินสายไปแสดงปาฐกถา
เขียนหนังสือเรื่องโยคะ และเริ่มก่อตั้งสามคมเซลฟ์-เรียไลเซวั่น เฟลโลว์ชิฟ เพื่อสอนกริยะโยคะแก่ชาวตะวันตก
ประสบการณ์ทางจิตวิญญาณของท่านโยคานันทะแบ่งเป็น 2 รูปแบบใหญ่ คือ
รูปแบบทางโยคะที่เน้นประสบการณ์การเข้าถึง”จิตวิญญาณจักรวาล และรูปแบบความภักดีที่เน้นการบูชาเทพเป็นสำคัญ
แต่ที่เน้นอยู่ในหนังสืออัตชีวประวัตินี้ในลำดับต่อมา เป็นประสบการณ์ทางจิตวิญญาณของท่านโดยตรง 3
ประสบการณ์แรกที่อ้างถึงเป็นประสบการณ์เกี่ยวกับโยคะ
โดยประสบการณ์แรกโยคานันทะเพิ่งจะเดินทางกลับจากการไปแสวงหาคุรุที่เทือกเขา
หิมาลัยมาหาท่านคุรุศรรียุกเตศวร
หลังจากที่ได้กราบขออภัยท่านคุรุที่เดินทางไปโดยที่ไม่ได้รับอนุญาตจากท่าน
แล้ว
โยคานันทะก็ได้เดินออกมาจากห้องของท่านคุรุไปนั่งเข้าสมาธิอยู่ แต่ท่านไม่สามารถควบคุมความคิดตัวตัวเอง โดยท่านบรรยายว่ามันมีสภาพ”เหมือนกับใบไม้โดนพายุพัด”
โยคานันทะก็ได้เดินออกมาจากห้องของท่านคุรุไปนั่งเข้าสมาธิอยู่ แต่ท่านไม่สามารถควบคุมความคิดตัวตัวเอง โดยท่านบรรยายว่ามันมีสภาพ”เหมือนกับใบไม้โดนพายุพัด”
ท่านคุรุรู้วาระจิตของท่านโยคานันทะว่าไม่สงบจึง
เรียกให้กลับมาแล้วปลอบโยนในเรื่องการเดินทางไปที่เทือกเขาหิมาลัยแล้วไม่
ได้ผลทางด้านจิตใจที่เป็นกอบเป็นกำอะไรกลับมา
แล้วท่านคุรุพูดว่า”ความปรารถนาในใจชองเธอจะต้องสัมฤทธิ์ผล”
แล้วท่านก็เอามือสัมผัสเบาๆเข้าที่บริเวณหน้าอกเหนือหัวใจขึ้นไป โยคานันทะได้บรรยายประสบการณ์ครั้งนี้ว่า
“ร่างกายของอาตมานิ่งอยู่กับที่ ลมหายใจถูกดึงออกจากปอด
ประหนึ่งว่าถูกดูดออกด้วยแม่เหล็กประหลาดสักอย่าง
จิตและวิญญาณของอาตมาหลุดออกจากพันธนาการทางร่างกายแล้วพุ่งตัวออกไปเหมือนสายน้ำออกไปจากทุกรูขุมขนของอาตมา
กายเนื้อของอาตมาเหมือนกับว่าตายไป แต่ก็ยังมีความรู้สึกรับรู้ได้อยู่
อาตมารู้ว่าตอนนั้นอาตมามีชีวิตอยู่ไม่เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์
ความรู้สึกในตัวตนของอาตมาไม่ได้ถูกจำกัดอยู่ในวงแคบๆของร่างกายอีกต่อไป
แต่มันได้ไปรวมตัวเข้ากับอะตอมที่อยู่รอบข้าง”
และก็มีคุรุอีกท่านหนึ่งได้สร้างประสบการณ์ทางจิต
วิญญาณครั้งที่ 2
ให้แก่โยคานันทะ ซึ่งประสบการณ์ครั้งที่ 2
นี้ก็มีลักษณะคล้ายกับประสบการณ์ในครั้งแรกนั้น
เพราะว่าทั้งสองท่านใช้วิธีการอย่างเดียวกัน
โดยท่านหลังนี้ได้ใช้มือตบลงที่หน้าอกเหนือบริเวณหัวใจ
ขณะที่ท่านคุรุและโยคานันทะยืนอยู่ในย่านที่ผู้คนพลุกพล่านริมถนนในเมืองกัลกัตตา
โยคานันทะได้บรรยายการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในช่วงนั้นว่าดังนี้
“ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระบบเสียง บรรดาคนเดินบนถนน
รถยนต์ เกวียน และรถราล้วนเสียงหายไปทั้งหมด อาตมาสามารถมองเห็นภาพที่อยู่ข้างหลัง
ภาพที่อยู่สองข้างตัว ได้ง่ายเหมือนกับภาพที่อยู่เบื้องหน้า”
ส่วนประสบการณ์ครั้งที่ 3
เป็นตอนที่โยคานันทะได้รับการถ่ายทอดกริยะโยคะจากท่านคุรุ
โดยโยคานันทะบรรยายไว้ว่า
“ท่านคุรุมีพลังอย่างล้นเหลือ พอท่านเอามือมาสัมผัสตัวอาตมาเท่านั้น
ก็เกิดมีพลังแสงพุ่งเข้าสู่ร่างกายของอาตาม
เหมือนกับแสงของดวงอาทิตย์จำนวนนับไม่ถ้วน
ความปีติปราโมทย์ภายในได้ซึมซับเข้าไปในใจของอาตมาอย่างล้นเหลือสุดที่จะบรรยาย
จวบจนถึงเวลาบ่ายๆของวันรุ่งขึ้นอาตมาจึงพอมีเรี่ยวแรงออกไปจากอาศรมได้”
โยคานันทะได้เขียนไว้ว่า คุรุของท่านได้สอนวิธีติดต่อกับพระเป็นเจ้าในทุกเวลาให้ท่าน
และท่านก็ยังยินยอมให้ถ่ายทอดแก่ผู้อื่นที่มีจิตวิญญาณได้รับการพัฒนาแล้วด้วย
สำหรับประสบการณ์อย่างที่ 2 ที่โยคานันทะกล่าวถึง คือ
ประสบการณ์ที่ได้จากการแสดงความรักและความภักดีต่อเทพ เช่น
ประสบการณ์ที่โยคานันทะเห็นภาพนิมิตขณะไปนั่งสมาธิอยู่ที่หน้ารูปปั้นของเจ้าแม่กาลีที่วัดทักษิเณศวร
ซึ่งวัดนี้อยู่ใกล้ๆเมืองกัลกัตตา ซึ่งตามประวัติเล่าว่าท่านรามกฤษณะ
บรมหงส์เคยไปบูชาแล้วเห็นภาพนิมิตของเจ้าแม่กาลี
เหตุที่ไปในครั้งนี้ก็เพราะว่าพี่สาวของโยคานันทะบ่นว่าสามีของนางชอบหัวเราะเยาะที่นางเอารูปของคุรุต่างๆเข้าไปไว้ในห้องนั่งสมาธิ
นางจึงบอกกับโยคานันทะว่า
นางศรัทธาในตัวของโยคานันทะมากและได้ขอร้องให้ช่วยทำการเปลี่ยนใจให้สามีของนางด้วย
โยคานันทะจึงได้เดินทางไปที่วัดแห่งนี้พร้อมกับพี่
สาวและพี่เขยเพื่ออธิษฐานจิตขอให้เจ้าแม่กาลีเปลี่ยนแปลงจิตใจพี่เขยให้หัน
มาเป็นผู้มีมีจิตใจกว้างและยอมรับการกระทำของภรรยาของตนมากยิ่งขึ้น
โยคานันทะไปถึงที่วัดนั้นในเวลา 07.00 น. และได้เริ่มเช้านั่งสมาธิอยู่เบื้องหน้ารูปปั้นของเจ้าแม่กาลี
โดยท่านสามารถมองเห็นรูปปั้นของเจ้าแม่กาลีด้วยตาทิพย์
จึงได้อธิษฐานจิตอ้อนวอนให้เจ้าแม่มาปรากฏให้เห็นเป็นภาพนิมิต
แต่เมื่อถึงตอนเที่ยงวันท่านก็ยังไม่เห็นภาพนิมิตมาปรากฏเสียทีและประตูวัดก็ถูกปิดตามระเบียบปฏิบัติเสียแล้ว
ท่านจึงลุกขึ้นเดินไปตามสนามโดยเดินไปตามทางเท้าที่แดดแผดเผาร้อนมาก
ท่านได้อธิษฐานจิตถึงพระแม่เจ้าว่า ท่านมาที่นี่เพื่อต้องการสวดมนต์แทนที่เขยของท่าน
แต่ทว่าตอนนี้รูปปั้นของเจ้าแม่ได้ถูกปิดบังเอาไว้เพราะประตูวัดได้ถูกปิดเสียแล้ว
ท่านได้บรรยายเหตุการณ์หลังจากนั้นไว้ว่า
“ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงภายในในทันที เบื้องแรกมีคลื่นลมเย็นพัดมาถูกหลังและเท้าของอาตมา
ขจัดความร้อนให้หมดไป จากนั้นก็เห็นวัดขยายตัวใหญ่โตขึ้นมากมาย
และประตูวัดก็ถูกเปิดออกอย่างช้าๆ เผยให้เห็นรูปปั้นของเจ้าแม่กาลี
“แล้วรูปปั้นก็ค่อยๆเปลี่ยนแปลงเป็นร่างมีชีวิต แย้มสรวลผงกพระเศียรต้อนรับ
สร้างความปีติปราโมทย์แก่อาตมาสุดที่จะบรรยาย
ช่วงนั้นมีความรู้สึกราวกับว่าลมหายใจของอาตมาถูกกระบอกฉีดยาขนาดใหญ่ดูดออกไปจากปอด
ร่างกายของอาตมาแน่นิ่งแต่ก็ยังมีความรู้สึกตัวอยู่
“ จากนั้นก็เกิดการเปลี่ยนแปลงตามมา คือ จิตวิญญาณของอาตมาถูกขยายให้มีความใหญ่โตมาก
ทำให้อาตมามีประสาทสัมผัสพิเศษ สามารถมองเห็นไกลออกไปหลายไมล์
จนถึงแม่น้ำคงคาที่อยู่ทางขวามือ
และสามารถมองเห็นไกลออกไปถึงบริเวณที่อยู่รอบข้างวัดทักษิเณศวรทั้งหมด
“กำแพงของอาคารต่างๆ มีสภาพโปร่งแสงสามารถมองทะลุได้
อาตมาได้มองออกไปเห็นผู้คนเดินขวักไขว่อยู่ในที่ไกลออกไป”
โยคานันทะได้บรรยายต่อไปว่า
รูปปั้นของเจ้าแม่กาลีมีขนาดใหญ่โตมาก
และร่างของท่านเองก็รู้สึกว่าเป็นร่างที่โปร่งใส
มีความเบาเคลื่อนไหวไปไหนมาไหนได้อย่างรวดเร็ว
และท่านก็ยังสามารถอ่านความคิดของผู้คนเมื่อท่านมองผ่านกำแพงวัดที่โปร่งใส
ออกไปเห็นพวกเขาได้
เมื่อถึงตอนนี้โยคานันทะได้กล่าวกับเจ้าแม่กาลี
ขอให้ช่วยเปลี่ยนแปลงจิตใจพี่เขยของท่านให้ด้วย
เจ้าแม่กาลีรับปากและภาพต่างๆก็ได้คืนสู่ภาวะปกติ
ต่อมาก็มีพระออกมาจากวัดจะนำอาหารมาให้โยคานันทะรับประทาน
ข้างพี่เชยโกรธที่โยคานันทะมาทำให้เขาต้องรับประทานอาหารกลางวันช้าไป
แต่หลังจากเกิดเหตุการณ์ประหลาดนี้แล้วพี่เขยก็ได้เปลี่ยนแปลงไป
โดยโยคานันทะอ้างว่าพี่เขยเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมและได้หันมาสนใจทางด้านจิตวิญญาณมากยิ่งขึ้น
ในบทต่อๆมาโยคานันทะได้กล่าวถึงความสัมพันธ์ของท่านกับท่านคุรุค่อนข้างจะละเอียด
และมีหลายบทกล่าวถึงวิธีการที่ท่านคุรุแก้ปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นในอาศรม
โยคานันทะชอบไปช่วยงานที่อาศรม จึงเป็นผลให้ไม่ค่อยไปเรียนที่วิทยาลัย
ท่านเล่าถึงว่าท่านคุรุได้ช่วยให้ท่านซึ่งมีสมัญญาถูกเรียกขานในสถานที่เรียนว่า
“พระบ้า” สามารถสอบผ่านได้หลายครั้งหลายหน
ท่านเห็นว่าการสอบได้ในระดับปริญญาตรีที่วิทยาลัยเป็นปาฏิหาริย์เพราะท่านมีเวลาเข้าเรียนน้อยมาก
ท่านคุรุยังได้ทำนายเรื่องการเจ็บป่วยที่จะเกิดกับ
แขกที่มาหาท่านที่อาศรมและแม้แต่กับเพื่อนๆของโยคานันทะท่านก็ยังได้ช่วย
รักษาโรคให้แก่บางคนด้วย
โยคานันทะยังได้เล่าว่า
มีอยู่ครั้งหนึ่งท่านคุรุได้แสดงอิทธิฤทธิ์โดยการถอดร่างทิพย์ไปปรากฏตัวบอก
ท่านในเรื่องเลื่อนการเดินทางและการมาถึงของรถไฟขบวนที่ท่านคุรุโดยสารมาใน
เย็นวันนั้น
โยคานันทะบวชเป็นพระสวามีในนิกายคีรีของท่านศังกราจารย์
อันเป็นนิกายที่ใหญ่และเป็นที่เคารพนับถืออย่างกว้างขวาง
ท่านโยคานันทะได้เขียนหนังสือไว้หลายเล่ม และได้ไปแสดงปาฐกถาทั้งในทวีปยุโรปและในสหรัฐอเมริกาก่อนที่ท่านจะเสียชีวิตลงเมื่อปี ค.ศ. 1952
องค์การเผยแพร่โยคะของท่านที่ชื่อว่า เซลฟ์-เรียไลเซชั่น เฟลโลว์ชิฟ
ก็ยังมีบทบาทในสหรัฐอเมริกาจนถึงปัจจุบัน
และยังทำการสอนกริยะโยคะให้แก่นักเรียนจำนวนหลายพันคนอยู่ต่อไป.
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น