วันอังคารที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2560

บทปริทัศน์หนังสือ “โยคีมหัศจรรย์ โยคีบรมหงส์ โยคานันทะ”



บทปริทัศน์หนังสือ  “โยคีมหัศจรรย์  โยคีบรมหงส์  โยคานันทะ”
โดย ทองใบ ธีรานันทางกูร  ฐากูร หอมกลิ่น และ  กรุณา มธุลาภรังสรรค์
--------------------------------------------------------
 
ชื่อเรื่อง: โยคีมหัศจรรย์ โยคีบรมหงส์  โยคานันทะ
ผู้แต่ง: Paramahansa Yogananda
ผู้แปล : ท. ธีรานันท์
ปีที่พิมพ์: 2552 (ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 2)
สำนักพิมพ์: ดวงแก้ว
จำนวนหน้า: 695 หน้า

หนังสือ “โยคีมหัศจรรย์ โยคีบรมหงส์ โยคานันทะเป็นหนังสือแปลจากภาษาอังกฤษเรื่อง ”Autobiography of A Yogi” ซึ่งเขียนโดย Parahansa Yogananda  

ผู้เขียนคือ ท่านโบรมหงส์ โยคานันทะ เป็นผู้ปฏิบัติกริยโยคะและเป็นผู้เขียนหนังสือประเภทที่เรียกว่า”ท่องจิตวิญญาณ”เรื่องนี้ ท่านเกิดที่เมืองกัลกัตตา (หรือ โกลกาตา ซึ่งเคยเป็นเมืองหลวงของอินเดียในสมัยการปกครองของอังกฤษ) ประเทศอินเดีย เมื่อ ค.ศ. 1893

หนังสืออัตชีวประวัติเล่มนี้ตีพิมพ์เป็นครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 1946 ซึ่งเป็นช่วงเวลา 26 ปีหลังจากที่ท่านผู้เขียนได้รับการแนะนำจากคุรุของท่านให้เดินทางจากประเทศอินเดียไปสหรัฐอเมริกาเพื่อเผยแพร่คำสอนของกริยะโยคะ(ตามศัพท์แปลว่า โยคะแห่งการกระทำที่สมควร)

มารดาของท่านผู้เขียนเล่าถึงเรื่องเหตุการณ์พิเศษบางอย่างที่เกิดขึ้นกับท่านผู้เขียนในช่วงต้นๆของชีวิตในอัตชีวประวัติเล่มนี้ โดยมารดาของท่านเล่าว่า ครั้งหนึ่งนางได้ไปพบคุรุของนาง ท่านคุรุได้ขอให้นางแหวกผู้คนเข้าไปหาแล้วท่านคุรุก็ได้อุ้มทารกน้อยไปไว้บนตักของท่าน และท่านคุรุได้กล่าวว่า”แม่หนู ลูกชายของแม่หนูจะได้ออกบวชเป็นโยคี เขาจะเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณพาวิญญาณทั้งหลายเข้าสู่อาณาจักรของพระเป็นเจ้า

มารดาของท่านผู้เขียนได้เล่าถึงอีกเหตุการณ์หนึ่งที่มีพระฮินดูรูปหนึ่งที่นางไม่เคยรู้จักมาก่อนได้มาหานางโดยมายืนที่ประตูบ้านแล้วบอกกับนางว่านางจะมีชีวิตอยู่อีกต่อไปไม่นาน

พระรูปนี้ได้มาบอกกับนางด้วยว่า เครื่องรางของขลังอย่างหนึ่งจะปาฏิหาริย์มาปรากฏอยู่ในมือของนางในระหว่างที่นางนั่งเข้าสมาธิ และได้บอกให้นางสั่งเสียให้ใครมอบเครื่องรางของขลังนี้แก่ผู้เขียนหลังจากที่นางเสียชีวิตไปแล้วเป็นเวลา 1 ปี

ผู้เขียนบอกว่า พอได้เครื่องรางของขลังที่ทำด้วยโลหะเงินนี้จากคุณอนันต์พี่ชายมาไว้ครอบครองเท่านั้นผู้เขียนก็มีญาณพิเศษสามารถระลึกชาติในหนหลังได้อย่างมหัศจรรย์

ผู้เขียนมีความเชื่อว่า เครื่องรางของขลังชิ้นนี้เป็นของบรรณาการจากท่านคุรุในอดีตชาติของท่านที่ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า แต่ทว่าท่านเหล่านั้นเป็นผู้นำทางวิถีชีวิตในปัจจุบันของท่าน

ผู้เขียนได้เขียนเท้าความถึงชีวิตในเยาว์วัยของท่านที่เมืองกัลกัตตา ซึ่งเกี่ยวกับ การศึกษาเล่าเรียนในวิทยาลัยแห่งหนึ่ง สังกัดมหาวิทยาลัยกัลกัตตา  ของท่าน การพยายามหลบหนีของท่านไปที่เทือกเขาหิมาลัยเพื่อค้นหาคุรุ การได้พบคุรุที่แท้จริงของท่านเมื่ออายุ 17 ปี  รวมไปถึงเรื่องที่ท่านได้บวชเป็นพระฮินดู และได้ก่อตั้งโรงเรียนรันชีที่รัฐพิหารโดยประยุกต์ใช้การของโยคะในกระบวนการเรียนการสอนของโรงเรียน

ต่อมาผู้เขียนได้เดินทางไปอยู่ที่สหรัฐอเมริกาเป็นเวลาหลายปี และที่สหรัฐอเมริกานี่เองท่านได้เดินสายไปแสดงปาฐกถา เขียนหนังสือ และริเริ่มก่อตั้งสมาคม Self-Realization Fellowship สอนกริยะโยคะให้แก่ชาวตะวันตก

ประสบการณ์ทางจิตวิญญาณของท่าผู้เขียนที่ปรากฏอยู่ในหนังสือเล่มนี้ แบ่งออกเป็น 2 รูปแบบใหญ่ คือ 1.รูปแบบโยคะที่เน้นประสบการณ์การเข้าถึง “จิตวิญญาณจักรวาล” และ 2. รูปแบบความภักดีซึ่งเน้นที่การบูชาเทพเป็นสำคัญ

แต่ที่เน้นอยู่ใน อัตชีวประวัติ ของผู้เขียนในอันดับต่อมา เป็นประสบการณ์ทางจิตวิญญาณของท่านโดยตรง ซึ่ง 3 ประการแรกของประสบการณ์เป็นประสบการณ์ที่เกี่ยวกับโยคะ 

โดยประสบการณ์แรก ผู้เขียนเพิ่งจะเดินทางกลับจากการไปแสวงหาคุรุที่เทือกเขาหิมาลัยมาหาท่านคุรุศรียุกเตศวร ภายหลังจากที่ผู้เขียนกราบขออภัยท่านคุรุที่เดินทางไปโดยที่ยังไม่ได้รับอนุญาตท่านแล้ว ผู้เขียนก็ได้เดินออกจากห้องพักของท่านคุรุไปนั่งเข้าสมาธิ แต่ท่านไม่สามารถควบคุมความคิดของตัวเอง โดยท่านได้บรรยายถึงว่าสภาพจิตของท่านว่ามีสภาพ”เหมือนกับใบไม้โนพายุพัด”

ท่านคุรุศรียุกเตศวรรู้วาระจิตของผู้เขียนว่าไม่สงบจึงเรียกท่านให้กลับมาแล้วปลอบโยนในเรื่องการเดินทางไปเทือกเขาหิมาลัยที่ไปมาแล้วไม่ได้เกิดผลทางด้านจิตใจที่เป็นกอบเป็นกำอะไรกับท่าน
ท่านคุรุศรียุกเตศวรก็ได้พูดขึ้นว่า”เราจะให้ความปรารถนาในใจของเธอได้สัมฤทธิ์ผล” แล้วท่านก็เอามือมาสัมผัสเบาๆเข้าที่บริเวณหน้าอกเหนือหัวใจของผู้เขียน 

ซึ่งผู้เขียนได้บรรยายถึงเหตุการณ์ในช่วงนี้ไว้ว่า”ร่างการของอาตมานิ่งอยู่กับที่ ลมหายใจถูกดึงออกจากปอด ประหนึ่งว่าถูกดูดด้วยแม่เหล็กประหลาดบางอย่าง จิตและวิญญาณของอาตมาหลุดออกจากพันธนาการทางร่างกายแล้วพุ่งออกไปเหมือนสายน้ำไหลออกจากทุกรูขุมขนของอาตมา กายเนื้อของอาตมาเหมือนกับว่าตายไป แต่ก็ยังมีความรู้สึกรับรู้ได้อยู่ อาตมารู้ว่าตอนนั้นอาตมามีชีวิตไม่เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ ความรู้สึกในตัวตนของอาตมาไม่ได้ถูกจำกัดอยู่ในวงแคบๆ ของร่างกายอีกต่อไป แต่มันได้รวมตัวเข้ากับอะตอมที่อยู่รอบข้าง”

ต่อมาก็มีคุรุอีกท่านหนึ่งได้สร้างประสบการณ์ทางจิตครั้งที่ 2 ให้แก่ผู้เขียน ซึ่งประสบการณ์ครั้งที่ 2 นี้ก็มีลักษณะคล้ายกับประสบการณ์ครั้งแรกนั้น เพราะว่าคุรุทั้ง 2 ท่านได้ใช้วิธีการอย่างเดียวกัน โดยที่ท่านหลังนี้ได้ใช้ฝ่ามือตบลงที่หน้าอกเหนือบริเวณหัวใจ ขณะที่ทั้งคุรุและผู้เขียนยืนอยู่ในย่านผู้คนพลุกพล่านริมถนนในเมืองกัลกัตตา 

ผู้เขียนได้บรรยายถึงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ว่า “ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระบบเสียง เหตุการณ์เป็นเหมือนกับภาพยนตร์ใบ้ที่อุปกรณ์เครื่องเสียงเสีย บรรดาผู้คนที่เดินตามท้องถนนก็ดี รถยนต์ก็ดี เกวียนก็ดี รถรางก็ดี ล้วนมีเสียงหายไปทั้งหมด และอาตมาสามารถมองเห็นภาพที่อยู่ข้างหลังของตัวเอง ภาพที่อยู่สองข้างตัวเอง ได้ง่ายดายเหมือนกับภาพที่อยู่เบื้องหน้าของตัวเองเลยทีเดียว”

ส่วนประสบการณ์ทางจิตวิญญาณครั้งที่ 3 เป็นตอนที่ผู้เขียนได้รับการถ่ายทอดกริยโยคะจากท่านคุรุ โดยผู้เขียนได้บรรยายเตตุการณ์ในครั้งนี้ว่า “ท่านคุรุมีพลังอย่างล้นเหลือ พอท่านเอามือมาสัมผัสตรงที่ตัวอาตมาเท่านั้น ก็ได้เกิดมีพลังแสงพุ่งเข้าสู่ร่างกายของอาตมาเหมือนกับแสงของดวงอาทิตย์จำนวนนับไม่ถ้วน ความปีติปราโมทย์ภายในได้ซึมซับเข้าไปในใจของอาตมาอย่างล้นเหลือสุดที่จะบรรยาย จวบจนถึงบ่ายๆของวันรุ่งขึ้นอาตมาถึงพอมีแรงเดินออกไปจากอาศรมได้”

ผู้เขียนได้เขียนไว้ว่า ท่านคุรุศรียุกเตศวรได้สอนให้ผู้เขียนรู้จักวิธีติดต่อกับพระเป็นเจ้าได้ทุกเวลา และก็ยังยินยอมให้ท่านถ่ายทอดศาสตร์นี้แก่ผู้อื่นที่มีจิตวิญญาณได้รับการพัฒนาแล้วด้วย

ประสบการณ์ทางจิตวิญญาณอย่างที่ 2 ที่ผู้เขียนกล่าวถึง คือ ประสบการณ์ที่ได้จากการแสดงความรักและความภักดีต่อเทพ เช่น ประสบการณ์ที่ผู้เขียนเห็นภาพนิมิตขณะไปนั่งเข้าสมาธิอยู่ที่หน้ารูปปั้นของเจ้าแม่กาลีที่วัดทักษิเณศวร 

ซึ่งวัดแห่งนี้ตั้งอยู่ใกล้ๆกับเมืองกัลกัตตา และมีประวัติตำนานเล่าขานมาว่าท่านรามกฤษณะ บรมหงส์ไปบูชามาแล้วมองเห็นภาพนิมิตของเจ้าแม่กาลี

สาเหตุที่ทำให้ผู้เขียนเดินทางไปที่วัดทักษิเณศวรในครั้งนี้ ก็เพราะว่าพี่สาวของผู้เขียนผู้หนึ่งมาบ่นให้ผู้เขียนฟังว่า สามีของนางชอบหัวเราะเยาะที่นางนำรูปถ่ายของบรรดาคุรุต่างๆเข้าไปติดไว้ในห้องนั่งสมาธิของนางในบ้าน

นางจึงมาบอกผู้เขียนว่านางมีศรัทธาในตัวผู้เขียนมากและได้ขอร้องให้ผู้เขียนช่วยทำการเปลี่ยนแปลงจิตใจสามีของนางให้หันมานับถือเรื่องทางศาสนาด้วย

ผู้เขียนก็จึงได้เดินทางไปที่วัดทักษิเณศวรพร้อมกับพี่สาวและตัวพี่เขยเอง เพื่อไปขออธิษฐานจิตให้เจ้าแม่กาลีช่วยเปลี่ยนแปลงจิตใจพี่เขยให้มาเป็นผู้มีจิตใจกว้างขวางยอมรับการปฏิบัติทางศาสนาและบำเพ็ญจิตภาวนาของภรรยาให้มากยิ่งขึ้น


ผู้เขียนได้เดินทางไปถึงที่วัดทักษิเณศวรในเวลา 07.00 น. และก็ได้เริ่มนั่งสมาธิอยู่เบื้องหน้ารูปปั้นของเจ้าแม่กาลี ท่านสามารถมองเห็นภาพของเจ้าแม่กาลีด้วยตาใน(ตาทิพย์) ท่านก็จึงได้อธิษฐานจิตอ้อนวอนให้เจ้าแม่กาลีมาปรากฏให้เห็นเป็นภาพนิมิต แต่เมื่อถึงตอนเที่ยงวันผู้เขียนก็ยังไม่เห็นภาพนิมิตนั้นเสียที จนกระทั่งมีคนดูแลวัดมาปิดประตูวัด 

ผู้เขียนจึงได้ลุกขึ้นยืนแล้วออกเดินไปตามสนามหญ้าโดยเดินไปตามทางเท้าที่แดดกำลังแผดเผาร้อนมาก ท่านจึงได้อธิษฐานจิตถึงเจ้าแม่กาลีว่า ท่านต้องการมาสวดมนต์บูชาแทนพี่เขยของท่าน แต่ทว่าตอนนี้รูปปั้นของเจ้าแม่กาลีก็ยังถูกบดบังไว้ด้วยประตูที่ถูกปิดเอาไว้

ผู้เขียนได้บรรยายภาพของเหตุการณ์หลังจากนั้นว่า”ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทันที ในเบื้องแรกนั้นได้มีคลื่นลมเย็นพัดมาถูกที่เบื้องหลังและที่เท้าของอาตมา ทำให้ความร้อนที่หลังและที่เท้าหายไปจนหมดสิ้น จากนั้นอาตมาก็ได้มองเห็นวัดทักษิเณศวรขยายตัวออกไปใหญ่โตมาก และแล้วประตูวัดก็ค่อยๆแง้มเปิดออกมาและได้เผยเห็นรูปปั้นของเจ้าแม่กาลี

“แล้วรูปปั้นของเจ้าแม่กาลีก็ได้เปลี่ยนแปลงเป็นร่างที่มีชีวิต ยิ้มสรวล ผงกเศียรแสดงการต้อนรับ ซึ่งสร้างความปีติปราโมทย์แก่อาตมาสุดที่จะบรรยาย ช่วงนั้นมีความรู้สึกราวกับว่าลมหายใจของอาตมาถูกกระบอกฉีดยาขนาดใหญ่ดูดออกไปจากปอด  ร่างกายของอาตมาแน่นิ่ง แต่ก็ยังมีความรู้สึกตัวอยู่


“จากนั้นก็ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงตามมา คือ จิตวิญญาณของอาตมาถูกขยายให้ใหญ่โตมาก ทำให้อาตมามีประสาทสัมผัสพิเศษ สามารถมองเห็นออกไปได้ไกลหลายไมล์ มองเห็นไปจนถึงแม่น้ำคงคาที่อยู่ทางขวามือ และสามารถมองทุลุทะลวงออกไปเห็นอาณาบริเวณที่อยู่รอบข้างวัดทักษิเณศวร

“กำแพงของอาคารสถานที่ต่างๆล้วนเปลี่ยนสภาพเป็นโปร่งใส สามารถมองทะลุออกไปได้ อาตมาได้มองออกไปเห็นผู้คนเดินขวักไขว่อยู่ในที่ไกลๆออกไป”

ผู้เขียนบรรยายถึงเหตุการณ์ต่อไปว่า รูปปั้นของเจ้าแม่กาลีมีขนาดใหญ่โตมาก และร่างกายของผู้เขียนเองตอนนี้ก็มีสภาพโปร่งใส มีความเบาและเคลื่อนไหวไปไหนมาไหนได้อย่างรวดเร็ว และท่านก็ยังสามารถอ่านความคิดของผู้คนต่างๆเมื่อท่านมองผ่านกำแพงวัดที่โปร่งใสออกไปเห็นพวกเขาด้วย

ผู้เขียนเล่าต่อไปว่า เมื่อถึงตอนนี้ผู้เขียนได้กล่าวกับเจ้าแม่กาลีว่า ขอให้พระนางช่วยเปลี่ยนแปลงจิตใจของพี่เขยของท่านให้ด้วย ซึ่งเจ้าแม่กาลีได้รับปาก แล้วภาพต่างที่เปลี่ยนแปลงไปนั้นก็ได้กลับคืนสู่สภาวะปกติ และต่อมาก็มีพระออกมาจากวัดนำอาหารมาให้ผู้เขียนรับประทาน

ข้างพี่เขยของผู้เขียน ที่เคยโกรธผู้เขียนว่าเป็นต้นเหตุทำให้ต้องรับประทานอาหารกลางวันช้าไป แต่หลังจากเกิดเหตุการณ์ประหลาดนี้แล้ว พี่เขยก็ได้เปลี่ยนแปลงไป โดยผู้เขียนอ้างว่าพี่เขยได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมและได้หันมาสนใจในเรื่องของจิตวิญญาณมากยิ่งขึ้น

ในบทต่อๆมาของหนังสื่อเล่มนี้ ผู้เขียนได้กล่าวถึงความสัมพันธ์ของท่านกับท่านคุรุศรียุกเตศวรค่อนข้างจะละเอียด และมีหลายบทกล่าวถึงวิธีการที่ท่านคุรุศรียุกเตศวรแก้ปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นในอาศรม เช่น

1.ผู้เขียนชอบไปช่วยงานที่อาศรมของคุรุศรียุกเตศวร  จึงเป็นผลให้ท่านไม่ค่อยไปเรียนที่มหาวิทยาลัย ซึ่งผู้เขียนเล่าถึงว่าคุรุศรียุกเตศวรได้ช่วยให้ท่านมีสมัญญาถูกเรียกขานในสถานที่ศึกษาในวิทยาลัยว่า “พระบ้า” แต่พระบ้าอย่างท่านก็สามารถสอบผ่านได้หลายครั้งหลายหน ซึ่งผู้เขียนเห็นว่าการที่ผู้เขียนสอบผ่านทุกวิชาในวิทยาลัยเป็นเรื่องปาฏิหาริย์เพราะท่านมีเวลาเข้าเรียนน้อยมาก

2.คุรุศรียุกเตศวร ได้ทำนายเรื่องการเจ็บป่วยว่าจะเกิดขึ้นกับแขกหรือลูกศิษย์ลูกหาที่มาหาท่านที่อาศรมและเคยทำนายทายทักเรื่องเจ็บไข้ได้ป่วยแม้ที่เกิดกับเพื่อนๆของผู้เขียน และท่านคุรุศรียุกเตศวรก็สามารถรักษาอาการป่วยให้แก่บางคนได้อีกด้วย

3. ผู้เขียนยังได้เล่าถึงปาฏิหาริย์ของท่านศรียุกเตศวรว่าท่านคุรุได้แสดงอิทธิฤทธิ์ถอดร่างทิพย์ไปปรากฏตัวบอกผู้เขียนในเรื่องการเลื่อนการเดินทางและการเข้าสู่สถานีของรถไฟขบวนที่ท่านคุรุเดินทางมาในเย็นวันหนึ่งได้อีกด้วย
ผู้เขียนเป็นพระ”สวามี” ในนิกายคิรี ของท่านศังกราจารย์ อันเป็นนิกายใหญ่ของศาสนาฮินดู ในอินเดีย และเป็นที่เคารพนับถืออย่างกว้างขวางมาก 

นอกจากที่ท่านเขียนอัตชีวประวัติเล่มนี้แล้ว ผู้เขียนก็ยังเขียนหนังสืออื่นๆไว้หลายเล่ม และได้ไปแสดงปาฐกถาทั้งในยุโรปและในสหรัฐอเมริกาก่อนที่ท่านจะเสียชีวิตเมื่อปี ค.ศ.1952

ส่วนองค์การเผยแพร่กริยโยคะของท่านผู้เขียนที่ชื่อว่า Self-Realization Fellowship ก็ยังมีบทบาทในสหรัฐอเมริกาจนถึงปัจจุบัน และยังทำการสอนกริยโยคะให้แก่นักเรียนจำนวนหลายพันคนอยู่ต่อไป

หนังสือเรื่อง Auto Biography of A yogi ซึ่งเขียนโดย Paramahansa Yogananda มีคุณค่าและบทสรุปที่น่าสนใจมาก
ดังที่ ดร.ดับเบิลยู.วาย อีแวนส์-เวนซ์ (Walter Evans-Wentz) เขียนไว้ในคำนำของหนังสือในฉบับตีพิมพ์ครั้งแรก ที่แสดงถึงความสำคัญและบทสรุปของหนังสือเล่มนี้ไว้อย่างน่าสนใจว่า

 “คุณค่าของหนังสือเรื่อง อัตชีวประวัติ(Autobiography) ของท่านโยคานันทะเพิ่มทวีขึ้นมามากมาย จากข้อเท็จจริงที่ว่าเป็นหนังสือภาษาอังกฤษเพียงไม่กี่เล่มซึ่งเกี่ยวกับนักปราชญ์ของอินเดียที่เขียนขึ้นโดยบุคคลที่มิใช่นักนิเทศศาสตร์ หรือชาวต่างประเทศ แต่ทว่าโดยบุคคลที่ผ่านการฝึกฝนมาทางนี้โดยตรง 

"กล่าวโดยสรุปก็คือว่า เป็นหนังสือเกี่ยวกับโยคีที่เขียนขึ้นโดยโยคีนั้นเอง หนังสือเล่มนี้มีความสำคัญทั้งในปัจจุบันกาลและในอนาคต เพราะเป็นเรื่องที่กล่าวถึงชีวิตและอานุภาพที่ไม่ธรรมดาของบรรดาโยคีฮินดูยุคใหม่ 

"ข้าพเจ้าได้รู้จักกับท่านผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ทั้งที่อินเดียและที่อเมริกา ซึ่งข้าพเจ้าคิดว่าผู้อ่านทุกท่านคงจะชื่นชอบงานของท่าน ข้อมูลชีวิตที่ไม่ธรรมดาของท่านได้เปิดเผยถึงแก่นแท้ของจิตวิญญาณของชาวฮินดู และสิ่งที่มีคุณค่าทางจิตวิญญาณของอินเดียเท่าที่เคยถูกตีพิมพ์เผยแพร่ในตะวันตก...”

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น