สรุปเรื่องย่อในแต่ละบท
ที่มีรวมทั้งหมด 49 บท ของเรื่องโยคีมหัศจรรย์
บทที่ 1 มารดาบิดาและชีวิตในเยาว์วัยของอาตมา
ผู้เขียนเล่าถึงชาติกำเนิดของตนเองว่า
เกิดเมื่อวันที่ 5 มกราคม ค.ศ. 1893 ที่โครัขปูร์
ทางตอนเหนือของอินเดีย ใกล้กับเทือกเขาหิมาลัย ในครอบครัวมีอยู่ด้วยกัน 8
คน โดย 4 คน เป็นเพศชาย อีก 4 คนเป็นเพศหญิง ผู้เขียนมีชื่อเต็มว่า มุกุนท์ ลาล โฆศ
เป็นลูกชายคนที่ 2 และเป็นลูกคนที่ 4 ของตระกูล มีบิดาชื่อ ภคบดี จรัญ โฆศ มีมารดาชื่อ เคอรุ โฆศ
ผู้เขียนมีประสบการณ์ทางจิตวิญญาณตั้งแต่เกิด คือ การระลึกชาติได้
ทั้งบิดามารดาของผู้เขียนเป็นชาวเบงกาลี เป็นคนในวรรณะกษัตริย์
บทที่ 2 การตายของโยมแม่และเครื่องรางลี้ลับ
ผู้เขียนเล่าถึงช่วงที่มารดาของผู้เขียนเสียชีวิตและผู้เขียนได้มรดกตกทอดจากมมารดาเป็นเครื่องรางลี้ลับซึ่งมารดาของผู้เขียนได้มาขณะนั่งสมาธิ
ลักษณะของเครื่องรางกลมๆ มีคำจารึกเป็นภาษาสันสกฤต
น่าจะเป็นของตกทอดมาจากบรมคุรุในอดีต
เมื่อได้เครื่องรางของขลังชิ้นนี้แล้วผู้เขียนสามารถระลึกชาติได้
แต่ต่อมาเครื่องรางนี้ก็ได้หายไป
บทที่ 3 โยคีสองร่าง
ผู้เขียนเขียนเล่าถึงตอนที่ผู้เขียนได้เดินทางที่เมืองพาราณสีและได้พบกับท่านสวมี
ปราณพานันทะ ที่สามารถถอดกายทิพย์ได้ ท่านสวามีบอกกับผู้เขียนว่า”เจ้าจะมาอัศจรรย์อะไรกับเรื่องแบบนี้
ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ไม่อาจปกปิดจากโยคีแท้ๆได้ เราเองสามารถถอดกายทิพย์ไปพูดจากับสานุศิษย์ของเราที่อยู่ไกลออกไปถึงกัลกัตตาในชั่วพริบตาเดียว
ส่วนพวกเขาก็สามารถถอดกายทิพย์มาหาเราได้อีกเหมือนกัน
ซึ่งเป็นการกระทำที่สามารถเอาชนะแรงโน้มถ่วงของโลกที่ทำให้วัตถุที่มีมวลสารมีสภาพเกิดน้ำหนักขึ้นมาได้เท่านั้นเอง”
บทที่ 4 การหลบหนีไปที่เทือกเขาหิมาลัยถูกขัดขวาง
ผู้เขียนกับเพื่อนๆเคยหลบหนีไปที่เทือกเขาหิมาลัย
และไปได้ยินเรื่องราวของพระรูปหนึ่งถูกโยมเอามีดฟันจนแขนขาดแต่สามารถหยิบแขนที่ถูกฟันขาดมาต่อที่โคนแขนได้เป็นที่น่าอัศจรรย์
ทำให้ผู้เขียนอยากพบกับโยคีผู้ยิ่งใหญ่ผู้นี้ที่สามารถให้อภัยแม้แก่ผู้ที่มาทำร้ายตนได้
ซึ่งช่างเหมือนกับเมื่อตอนที่พระเยซูคริสต์ถูกทำร้ายจนเสียชีวิตคาไม้กางเขน
ผู้เขียนรำพึงไว้ในตัวหนังสือว่า “อาตมาเห็นว่าประเทศอินเดียถึงแม้ในทางวัตถุจะยากจนมากในช่วงสองร้อยปีที่ผ่านมา
แต่ก็เป็นประเทศที่ร่ำรวยทางจิตวิญญาณ ตึกระฟ้าทางจิตวิญญาณของอินเดีย
ผู้คนที่ไปอินเดียก็สามารถพบเห็นได้ อย่างที่นายตำรวจผู้นี้ได้พบมาแล้ว”
บทที่ 5 โยคีน้ำหอมแสดงปาฏิหาริย์
ผู้เขียนเล่าถึงตอนที่ผู้เขียนได้เดินทางไปพบกับโยคีน้ำหอม(คันธบาบา) ท่านสามารถเสกดอกไม้ทุกชนิด
แม้แต่ที่ไม่มีกลิ่นหอมก็ให้มีกลิ่นหอมได้ เสกดอกไม้ที่เหี่ยวแห้งแล้วให้เบ่งบานขึ้นมาอีกก็ได้
หรือจะเสกผิวหนังคนให้มีกลิ่นหอมขึ้นมาก็ได้อีกเหมือนกัน ท่านโยคีคันธบาบาผู้นี้
ตามประวัติบอกว่า มีชื่อสามัญว่า สวามี วิศุทธานันทะ
เดินทางไปศึกษาเล่าเรียนศาสตร์ลี้ลับทางโยคะนี้มาจากอาจารย์ที่ประเทศทิเบต มีเสียงเล่าขานว่าท่านโยคีมีอายุขัยยืนยาวมาหกว่า
1000 ปี
บทที่ 6 ท่านสวามีปราบเสือ
ผู้เขียนเล่าถึงตอนที่ผู้เขียนได้เดินทางไปพบกับท่านสวามีปราบเสือซึ่งพำนักอยู่ในอาศรมที่ย่านโภวปูร์นอกเมืองกัลกัตตา
ผู้เขียนได้ไปฟังคำพูดอธิบายถึงความสามารถที่ท่านสู้กับเสือได้นั้นโดยวิธีการปรับจิตใจโดยให้มองไปที่เสือว่ามันไม่ใช่เสือ
แต่ให้มองว่ามันเป็นแค่แมว
ส่วนทางร่างกายของผู้ที่จะสู้กับเสือได้นั้นก็จะต้องมีความแข็งแรง
เมื่อสองอย่างคือจิตใจและร่างกายพร้อมก็จะสามารถสู้กับเสือได้
บทที่ 7 โยคีเหาะได้
ผู้เขียนเล่าถึงตอนที่ผู้เขียนเดินทางไปพบกับโยคีภาทุรี
มหาสัย ที่สามารถเหาะอยู่บนอากาศสูงจากพื้นดินหลายฟุต
ซึ่งผู้เขียนไปได้ความรู้เรื่องนี้มาว่า ”ร่างกายของพวกโยคีจะสิ้นสภาวะเป็นมวลสารหลังจากที่ใช้ปราณยมะอย่างใดอย่างหนึ่ง
เมื่อร่างกายหมดสภาวะเป็นมวลสารเสียแล้ว ก็จะสามารถลอยตัวหรือกระโดดได้เหมือนกบ
แม้แต่พวกโยคีที่ไม่ได้ฝึกโยคะตามแบบแผนปกตินี้
ก็จะสามารถลอยตัวได้ในระหว่างที่สภาวะจิตดื่มด่ำอยู่กับพระเป็นเจ้า”
บทที่ 8 เซอร์ ชคทิส จันทระ โพส
นักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ของอินเดีย
ผู้เขียนไดเขียนเล่าถึงตอนที่ได้ไปพบกับเซอร์
ชคทิส จันทระ โพส นักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ของอินเดียที่ย่านคุปาร์โรด
ท่านโพสประดิษฐ์เครื่องรับวิทยุและเครื่องมือวัดการหักเหของคลื่นไฟฟ้า
และเครื่องเครสโกกราฟ ที่มีกำลังขยายอย่างมหาศาลถึง 10 ล้านเท่า จากเครื่องเครสโกกราฟแสดงให้เห็นว่า
พืชมีระบบประสาทรับรู้ความรู้สึกและมีชีวิต สามารถรับรู้อารมณ์ต่างๆได้ด้วย
กล่าวคือ อารมณ์ความรัก ความโกรธ ความสนุกสนาน ความกลัว ความสุข ความเจ็บปวด
ความตื่นเต้น ความสิ้นสติ และการตอบสนองต่อสิ่งเร้าอื่นๆ
เป็นสิ่งสากลในหมู่พืชเช่นเดียวกับหมู่สัตว์
บทที่ 9 พบท่านคุรุมหาสัย ติดต่อกับเจ้าแม่กาลี
ผู้เขียนได้เขียนเล่าถึงทานคุรุลาหิริ
มหาสัยที่อาศรมถนนอัมเฮิร์ส ว่าท่านสามารถติดต่อกับเจ้าแม่กาลีได้
และท่านก็ได้ไปพบกับคำอธิบายที่น่าสนใจว่า
ผู้ภักดีทั้งหลายในทุกยุคสมัยที่บูชาเจ้าแม่กาลีด้วยจิตใจที่เคารพนับถือพระองค์ท่านเหมือนกับว่าเป็นมารดานั้น
ก็จะบอกว่าพวกเขาได้พบกับเจ้าแม่กาลีออกมาเล่นกับผู้ภักดีเหมือนกับว่าแม่ออกมาเล่นกับลูก
ในชีวิตของท่านคุรุลาหิริ
มหาสัยเองก็มีปรากฏการณ์ที่เจ้าแม่ออกมาเล่นด้วยกับท่านท่านในโอกาสต่างๆ
ทั้งที่สำคัญและไม่สำคัญ เพราะว่าในสายตาของพระเป็นเจ้าแล้ว
ไม่มีสิ่งใดที่จะเรียกว่าใหญ่หรือเล็ก
เพราะการที่จะมีโครงสร้างสูงใหญ่เทียมเมฆต่างๆได้นั้นก็ต้องอาศัยอะตอมเล็กๆที่พระเป็นเจ้าได้รังสรรค์เอาไว้ก่อนนั้นเอง
บทที่ 10 อาตมาพบกับท่านคุรุศรี ยุกเตศวร
ผู้เขียนเล่าถึงชีวิตช่วงหนึ่งของผู้เขียนที่ได้ไปพบกับท่านคุรุศรี
ยุกเตศวร
และก็เป็นช่วงพอดีกับที่ผู้เขียนเรียนอยู่ในโรงเรียนในระดับไฮกูลและผู้เขียนสามารถสอบและเรียบจบการศึกษาในระดับนี้ได้
ซึ่งผู้เขียนก็สามารถลบล้างคำพูดที่เขาพูดกันว่า “ศรัทธาในพระเป็นเจ้าสามารถก่อสิ่งมหัศจรรย์ได้ทุกสิ่ง
เว้นเสียจะให้คนสอบไล่ได้โดยที่ไม่ไปเล่าเรียนนั้นไม่ได้”
บทที่ 11 เด็กชาย 2
คนไม่มีเงินแต่เดินทางไปเมืองพรินทะพันได้
ผู้เขียนได้เขียนเล่าถึงตอนที่ผู้เขียนกับเพื่อนเดินทางไปที่เมืองพรินทะพันโดยไม่มีเงินติดตัวไปแม้แต่สักรูปี
พี่ชายของผู้เขียนได้แต่ซื้อตั๋วโดยสารรถไฟขาไปให้แต่ไม่ซื้อตัวรถไฟขากลับให้
บอกว่าผู้เขียนทาทางกลับกันเอาเอง
แต่ผู้เขียนกับเพื่อนก็สามารถได้รับความสะดวกสบายทุกอย่างจากการเดินทางไปในครั้งนี้
โดยมีผู้หาอาหารให้รับประทานและมีผู้ซื้อตั๋วรถไฟให้เดินทางกลับบ้านอีกด้วย
และในการเดินทางไปในครั้งนี้ผู้เขียนก็ได้ไปรับการฝึกวิชาโยคะที่เรียกว่า “กริยะโยคะ”มาเป็นครั้งแรกในชีวิตอีกด้วย
บทที่ 12 ช่วงที่อาตมาอยู่ที่อาศรมกับท่านคุรุ
ผู้เขียนได้เล่าถึงตอนที่ผู้เขียนไปอยู่ที่อาศรมกับท่านคุรุศรี
ยุกเตศวรและท่านได้ถ่ายทอดกริยะโยคะให้ ซึ่งผู้เขียนเขียนไว้ว่า “เทคนิคกริยะโยคะนี้อาตมาเคยได้รับการถ่ายทอดมาแล้วจากศิษย์
2 คน ของท่านลาหิริ มหาสัย คือโยมพ่อและติวเตอร์ของอาตมา คือ ท่านสวามี เกพลานันทะ
แต่ท่านคุรุมีพลังในการถ่ายทอดมากมายเหลือเกิน
พอท่านเอามือมาสัมผัสที่ตัวอาตมาเท่านั้นก็มีแสงสว่างวิ่งเข้ามาในร่างกายของอาตมาดุจแสงดวงอาทิตย์
และความปีติปราโมทย์ก็บังเกิดขึ้นในใจของอาตมาอย่างเหลือล้น
หลังจากรับพลังกริยะโยคะนั้นแล้ว
กว่าอาตมาจะมีแรงเดินออกมาจากอาศรมได้ก็เป็นช่วงบ่ายๆของวันต่อมาเลยทีเดียว”
บทที่ 13 โยคีที่ไม่ยอมหลับนอน
ผู้เขียนได้เขียนเล่าถึงตอนที่ผู้เขียนได้เดินทางไปพบกับท่านโยคีราม
โคปาล โยคีองค์นี้เดิมเข้าสมาธิอยู่ในถ้ำแห่งหนึ่งวันละ 18 ชั่วโมง
ต่อจากนั้นท่านได้ย้ายไปอยู่ที่ถ้ำอีกแห่งหนึ่งที่อยู่ลึกเข้ไปในป่ายิ่งขึ้น
และก็พักอยู่ที่นั่นเป็นเวลา 25 ปี และได้ใช้สมาธิติดต่อกับพระเป็นเจ้าวันละ 20
ชั่วโมง โดยที่ท่านไม่รู้สึกอยากหลับนอน เพราะต้องติดต่อกับพระเป็นเจ้าอยู่ตลอดเวลา
ท่านบอกว่า
ร่างกายของท่านได้รับการพักผ่อนมากเมื่อตอนที่มีสมาธิจิตแน่วแน่อยู่กับพระเป็นเจ้ายิ่งกว่าเมื่อตอนจิตตื่นเป็นปกติเสียอีก
บทที่ 14 ประสบการณเข้าถึงพระเจ้า
ผู้เขียนได้เขียนถึงช่วงหนึ่งของชีวิตที่ผู้เขียนได้มีประสบการณ์การเข้าถึงพระเจ้าในขณะที่อยู่ในอาศรมของท่านโยคีศรี
ยุกเตศวร โดยท่านโยคีได้เอามือมาสัมผัสที่หน้าอกตรงบริเวณเหนือหัวใจของผู้เขียน
และผู้เขียนได้เขียนบรรยายถึงเหตุการณ์ตอนนั้นว่า” ทันใดนั้นทั่วร่างกายของอาตมาเกิดอาการแน่นิ่งไม่ไหวติง
ลมหายใจของอาตมาถูกดูดออกมากปอดเสมือนหนึ่งว่าถูกดูดด้วยแรงดึงดูดของแม่เหล็กขนาดใหญ่มาก
จิตวิญญาณของอาตมาได้หลุดลอยออกจากพันธนาการของร่างกายอย่างฉับพลัน
จากนั้นก็พุ่งออกจากรูขุมขนของอาตมา ราวกับว่ามันเป็นของเหลวไหลออกมาจากร่างกาย”
บทที่ 15 โจรกรรมดอกกะหล่ำ
ผู้เขียนได้เขียนถึงโจรกรรมดอกกะหล่ำและเกิดความเข้าใจว่า
“จิตของมนุษย์เมื่อปลอดพ้นจากสิ่งรบกวนหรือพ้นจากสภาวะที่ไม่หยุดนิ่งได้แล้ว
ก็จะมีพลังสามารถทำหน้าที่เป็นเครื่องรับส่งวิทยุที่มีศักยภาพที่จะส่งและรับความนึกคิดต่างๆและสามารถปรับความคิดต่างๆที่ต้องการจะรับออกได้โดยอาศัยเสาอากาศอัชฌัตติกญาณของจิตมาทำหน้าที่เหมือนเสาอากาศสถานีวิทยุ
พลังของสถานีออกอากาศวิทยุจะมากหรือน้อยถูกควบคุมด้วยจำนวนของกระแสไฟฟ้าที่เครื่องส่งวิทยุนั้นสามารถใช้ได้
ข้อนี้ฉันใด ประสิทธิภาพและประสิทธิผลของวิทยุมนุษย์ก็ฉันนั้นเหมือนกัน
จะขึ้นอยู่กับระดับของพลังจิตที่มนุษย์แต่ละคนมีอยู่”
บทที่ 16 การเอาชนะอิทธิพลของดวงดาว
ผู้เขียนได้เขียนบรรยายถึงเรื่องการเอาชนะอิทธิพลของดวงดาว
ว่าสามารถกระทำได้ ซึ่งจากเรื่องนี้ผู้เขียนได้แสดงให้เห็นว่า ความเจ็บป่วยที่เกิดจากอิทธิพลของดวงดาวสามารถหายได้ด้วยการใช้โลหะบางอย่างมาสวมติดตัวไว้
เช่น เอากำไลโลหะมาสวมไว้ที่ต้นแขน ทั้งนี้ท่านโยคีศรี
ยุกเตศวรได้บอกกับผู้เขียนว่า โดยการใช้วิธีการต่างๆ เช่น โดยการสวดมนต์อ้อนวอน
โดยการใช้พลังจิต โดยการเข้าสมาธิแบบโยคะ โดยการเรียนปรึกษากับท่านผู้รู้
และโดยการใช้เครื่องรางของขลังทางโหราศาสตร์
ผลของกรรมไม่ดีในอดีตก็จะสามารถทำให้บรรเทาเบาบางหรือหมดสิ้นไปได้
บทที่ 17 ศศิและมรกดสามเม็ด
ผู้เขียนได้เขียนถึงเพื่อนคนหนึ่งชื่อศศิซึ่งป่วยด้วยโรคเป็นวัณโรคซึ่งถือว่าเป็นโรคที่ร้ายแรงมากในสมัยนั้นและแพทย์ผู้รักษาได้ลงความเห็นไปแล้วว่าเขาจะต้องเสียชีวิตแน่ๆ
แต่ท่านคุรุศรี ยุกเตศวรสามารถช่วยให้เขารอดชีวิตได้ด้วยด้วยปาฏิหาริย์
ดังที่ศศิบอกกับผู้เขียนว่า”มุกุนท์!
มันเป็นเรื่องปาฏิหาริย์เหลือเชื่อจริงๆ เมื่อ 4 ชั่วโมงที่ผ่านมานี้
ฉันมีความรู้สึกว่าท่านคุรุมาอยู่ในห้องนี้
อาการของโรคที่เพียบหนักอยู่หายไปในทันที
ฉันมีความรู้สึกว่าท่านคุรุมาช่วยรักษาทำให้ฉันหายจากวัณโรคในครั้งนี้”
บทที่ 18 ผู้วิเศษมุสลิม
ผู้เขียนได้เขียนถึงผู้วิเศษมุสลิมชื่อ อัฟซาน
คาน ซึ่งสามารถแสดงปาฏิหาริย์ต่างๆได้
เพราะไปได้พลังอำนาจพิเศษนี้มาเมื่อครั้งที่ได้ไปพบกับโยคีชาวฮินดูรูปหนึ่ง
แต่โยคีได้ตั้งเงื่อนไขว่า อิทธิฤทธิ์ที่ได้ไปนี้จะต้องนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ที่มีประโยชน์เท่านั้น
อย่าได้ใช้มันด้วยความเห็นแก่ตัวเป็นอันขาด อัฟซานได้ละเลยคำเตือนของท่านโยคี
ได้เริ่มใช้อิทธิฤทธิ์ที่ได้มาในทางทุจริต
และในที่สุดก็ได้เสื่อมจากสิ่งที่ตนได้มานั้น
ท่านคุรุได้บอกกับอัฟซานว่า “อาตมาเห็นมากับตาตัวเองว่าเธอใช้อำนาจอิทธิฤทธิ์ของเธอในทางที่ไม่เป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่มวลมนุษย์ที่มีความทุกข์ยาก หากแต่เธอได้ใช้มันไปเยี่ยงโจร
อาตมาขอถอนอำนาจศักดิ์สิทธิ์นั้นคืนจากเธอ ต่อไปนี้ฮัตรัตจะไม่อยู่กับเธอ
เธอจะไม่มีโอกาสก่อกรรมทำเข็ญแก่คนในมณฑลเบงกอลอีกต่อไป”
บทที่ 19
คุรุของอาตมาอยู่ที่กัลกัตตาแต่มาปรากฏร่างที่เซรัมโปร์
ผู้เขียนได้เขียนเล่าถึงความมีพลังพิเศษของท่านคุรุศรี
ยุกเตศวร
ที่แม้จะอยู่ที่เมืองกัลกัตตาแต่สามารถไปปรากฏร่างที่เมืองเซรัมโปร์ได้ด้วยเทคนิคถอดกายทิพย์ ท่านคุรุได้บอกกับผู้เขียนว่า ” ที่เธอเห็นอยู่นี้ไม่ใช่วิญญาณแต่เป็นร่างที่มีเลือดเนื้อของหลวงพ่อจริงๆ
หลวงพ่อได้รับบัญชาจากพระเป็นเจ้าให้มาปรากฏร่างให้เธอได้เห็น
ซึ่งน้อยคนในโลกนี้จะมีโอกาสได้เห็นแบบนี้ จงไปพบกับหลวงพ่อที่สถานีรถไฟ
เธอกับทิเจนก็จะเห็นหลวงพ่อเดินมาหาพวกเธอโดยแต่งกายในชุดจีวรที่เห็นอยู่ในขณะนี้”
บทที่ 20 เราไปที่แคชเมียร์ไม่ได้
ผู้เขียนเล่าถึงเหตุการณ์ตอนที่ผู้เขียนไม่สามารถเดินทางไปแคชเมียร์ที่อยู่ทางตอนเหนือของประเทศอินเดียไม่ได้
ทั้งที่ได้เตรียมการไว้ทุกอย่างแล้ว
เนื่องจากท่านคุรุรู้ว่าผู้เขียนจะเจ็บป่วยจากอหิวาตกโรค
แต่ผู้เขียนก็สามารถรอดชีวิตมาด้วยด้วยการที่ท่านคุรุ ใช้พลังทิพย์รักษาให้
แม้แต่นายแพทย์ที่เป็นเจ้าของไข้ก็ยังกล่าวกับผู้เขียนเลยว่า “ ผมไม่นึกว่าคุณจะมีชีวิตรอดมาได้อย่างนี้
เพราะผมได้ตรวจพบตัวอย่างอุจจาระของคุณแล้วพบว่าคุณเป็นอหิวาตกโรค
คุณเป็นคนโชคดีมากที่มีท่านคุรุสามารถใช้พลังทิพย์รักษาโรคได้อย่างนี้ ผมเชื่ออย่างนี้”
บทที่ 21 เราไปเยือนแคชเมียร์
ผู้เขียได้เขียนเล่าถึงการเดินทางไปแคชเมียร์กับคุรุศรี
ยุกเตศวรพร้อมกับเพื่อนๆของผู้เขียนอัก 6 คน โดยทางรถไฟ
จากการเดินทางไปแชเมียร์ในครั้งนี้ทำให้ผู้เขียนได้ทราบว่า
แคว้นแคชเมียร์เป็นดินแดนที่รวมของบรรดาความงามทั้งหลายของโลก
ซึ่งหากเปรียบเทียบแคชเมียร์เป็นเสมือนเจ้าหญิงที่มีขุนเขาเป็นมงกุฎ
มีทะเลสาบเป็นพวงมาลัยคล้องคอ และมีมวลดอกไม้เป็นรองเท้าบูธ
และจากการเดินทางไปในครั้งนี้ทำให้ผู้เขียนรู้ทางจิตวิญญาณด้วยว่า”บรรดาคุรุผู้ยิ่งใหญ่เท่านั้นจึงจะสามารถรับกรรมแทนศิษย์ของตนเองได้
ท่านคุรุศรี
ยุกเตศวรจะไม่เจ็บป่วยที่เมืองศรีนครแคว้นแคชเมียร์หากท่านไม่ได้รับอนุญาตจากพระจิตที่อยู่ในกายของท่านให้ทำการช่วยเหลือศิษย์ของท่านในลักษณะที่แปลกประหลาด”
บทที่ 22 หัวใจปฏิมาหิน
ผู้เขียนได้จั่วหัวเรื่องว่า “หัวใจปฏิมาหิน”
ก็เนื่องมาจากผู้เขียนสามารถใช้ความเพียรพยายามที่จะเปลี่ยนรูปปั้นของเจ้าแม่กาลีที่วัดทักษิเณศวรให้กลายเป็นร่างมีชีวิตจิตใจและมาให้ความช่วยเหลือดลบันดาลใจของพี่เขยของผู้เขียนจากที่เคยมีความรู้สึกไม่ชอบอบที่เห็นภรรยาของตัวเองเคารพบูชาบรรดาคุรุทั้งหลายให้หันมาเป็นคนมีจิตใจมีใจกว้างมากยิ่งขึ้นได้สำเร็จ
บทที่ 23 อาตมารับปริญญาจากมหาวิทยาลัย
ผู้เขียนได้เขียนถึงช่วงหนึ่งของชีวิตที่เป็นนักศึกษาในระดับปริญญาตรีอยู่ที่วิทยาเซรัมโปร์
สังกัดมหาวิทยากัลกัตตา
ในการศึกษาในวิทยาลัยผู้เขียนไม่ได้ไปเข้าเรียนในชั้นเรียนมากเท่าที่ควร เพราะแต่ละวันได้ไปขลุกอยู่แต่ในอาศรมของท่านคุรุศรยุกเตศวร
แต่ถึงอย่างไรผู้เขียนก็สามารถสำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาตรีได้
โดยผู้เขียนมีความเชื่อมั่นว่าที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะแรงบันดาลของพระผู้เป็นเจ้า
แม้แต่บิดของผู้เขียนเองก็ยังถึงกับพูดออกมาเมื่อผู้เขียนจบการศึกษาปริญญาตรีว่า “พ่อแทบเชื่อเลยว่าลูกจะเรียนจบ
เพราะวันๆเห็นแต่ลูกไปขลุกอยู่แต่กับท่านคุรุ”
บทที่ 24. อาตมาบวชเป็นพระในนิกายสวามี
ผู้เขียนได้เล่าถึงชีวิตภายหลังจากที่ได้สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยากัลกัตตาว่า
ได้ไปบวชเป็นพระฮินดูในนิกายสวามี ที่มาบวชเป็นพระนี้ก็เพราะผู้เขียนมีความคิดว่าจะได้อุทิศชีวิตให้แก่พระศาสนาได้อย่างเต็มที่โดยไม่ต้องพะวักพะวงอยู่กับเรื่องครอบครัว
โดยผู้เขียนนึกถึงความตอนหนึ่งในคัมภีร์โครินธ์ของคัมภีร์ไบเบิลของศาสนาคริสต์ที่ว่า”ฝ่ายคนที่ไม่มีภรรยา
ก็สาละวนในการงานขององค์พระเป็นเจ้า เพื่อจะทำสิ่งซึ่งเป็นที่พอพระทัยขององค์พระเป็นเจ้า
แต่คนที่แต่งงานมีภรรยาแล้วก็สาละวนในการงานของโลกนี้
เพื่อจะทำสิ่งที่พอใจของภรรยา”
บทที่ 25 โยมพี่อนันต์กับโยมน้อง
ผู้เขียนบรรยายถึงตัวเองหลังจากที่ได้บวชเป็นพระในศาสนาฮินดูแล้ว
ผู้เขียนสามารถรับรู้ด้วยสัมผัสพิเศษเพราะได้ยินเสียงทิพย์มากระซิบบอกว่า”อนันต์พี่ชายของผู้เขียนจะเสียชีวิตเนื่องจากของกรรมในอดีตของเขาเพื่อค้ำจุนชีวิตได้หมดลง”
ผู้เขียนไม่สามารถช่วยชีวิตของพี่ชายผู้นี้ได้และในที่สุดพี่ชายผู้นี้ก็ได้เสียชีวิต
ส่วนกับน้องสาวที่ชื่อนลินีนั้น ผู้เขียนสามารถช่วยชีวิตจากการป่วยปางตายโดยใช้วิธีการรักษาด้วยพลังทิพย์
บทที่ 26 ศาสตร์แห่งกริยะโยคะ
ผู้เขียนได้ให้คำอธิบายในเรื่องของศาสตร์ที่ว่าด้วย”กริยะโยคะ”ว่าเป็นศาสตร์โบราณ
ที่ท่านคุรุลาหิริ มหาสัยรับมาจากมหาคุรุของท่านที่ชื่อบาบาจี
ซึ่งมหาคุรุท่านนี้ได้ค้นพบและทำความกระจ่างให้แก่เทคนิควิธีโยคะนี้
หลังจากที่มันได้สูญหายไปในยุคมืด ท่านมหาคุรุบาบาจีได้ตั้งชื่อให้มันใหม่ว่า
กริยะโยคะ และบอกกับท่านคุรุลาหิริ มหาสัยว่า “กริยะโยคะนี้ฉันนำมามอบให้แก่ชาวโลกโดยผ่านทางคุณในคริสต์ศตวรรษที่
19 นี้
เป็นการรื้อฟื้นศาสตร์ทำนองเดียวกันนี้ที่พระกฤษณะนำมามอบให้แก่อรชุนเมื่อครั้งโบราณ
และต่อมามันก็ได้เป็นที่รู้จักของท่านปตัญชลี ท่านพระเยซู ท่านเซนต์จอห์น
ท่านเซนต์พอล และสานุศิษย์คนอื่นๆ”
บทที่ 27 จัดตั้งโรงเรียนที่รันชี
ผู้เขียนได้เขียนถึงการจัดตั้งโรงเรียนเพื่อให้การศึกษาแก่เยาวชน
ทั้งนี้โดยการพูดกระตุ้นของท่านคุรุศรี ยุกเตศวรที่แนะนำว่า “คนที่ปฏิเสธที่จะทำหน้าที่ทางโลกตามปกติเหมือนคนอื่นก็จะต้องสามารถหาข้ออ้างให้แก่ตนเองให้ได้ว่าที่ปฏิเสธไปเช่นนั้นก็เพราะต้องการจะมารับผิดชอบครอบครัว”
ผู้เขียนจึงได้จัดตั้งโรงเรียนสำหรับเด็กชายขึ้นที่เมืองรันชี
เมืองเล็กๆที่มณฑลเบงกอล
โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยให้พวกเขาสามารถพัฒนาความเป็นมนุษย์โดย
โดยจัดกระบวนการเรียนการสอนวิชาต่างๆเกือบทุกวิชาในที่กลางแจ้งนอกห้องเรียนและ
ผู้เขียนได้ตั้งชื่อโรงเรียนนี้ว่า”โยโคธะ สัตสังคะ พรหมจารยะ วิทยาลัย”
บทที่ 28 กศิกลับชาติมาเกิดและถูกค้นพบ
ผู้เขียนได้เขียนถึงเด็กหนุ่มที่ชื่อกศิซึ่งเป็นหนึ่งในนักเรียนที่เรียนอยู่ในโรงเรียนที่เมืองรันชีของผู้เขียน
ผู้เขียนได้แสดงขีดความสามารถในการล่วงรู้เหตุการณ์ในอนาคตโดยได้บอกกับเด็กคนอื่นๆว่าเด็กกศิจะเสียชีวิตในไม่ช้านี้
เมื่อกศิรู้เรื่องนี้เข้าก็ได้มาหาผู้เขียนแล้วขอร้องให้ผู้เขียนติดต่อในเวลาที่เขาตายแล้วกลับชาติมาเกิดใหม่ในโลกนี้
เพื่อที่ว่าจะได้นำเขาเข้ามาสู่หนทางธรรมอีกครั้งหนึ่ง
และเมื่อกศิเสียชีวิตลงตามที่ผู้เขียนได้ล่วงรู้อนาคตของเขาไว้แล้วนั้น
ผู้เขียนก็ได้ใช้พลังประสาทสัมผัสพิเศษติดตามจนสามารถล่วงรู้ได้ว่าเมื่อกศิตายแล้วได้ไปเกิดอยู่ในครอบครัวไหน
บทที่ 29 รพินทรนาถ ฐากูร
และอาตมาเปรียบเทียบโรงเรียนของกันและกัน
ผู้เขียนได้เขียนถึงโรงเรียนของรพินทรนาถ ฐากูร (ซึ่งต่อมาได้พัฒนาเป็นมหาวิทยาลัยวิศวภารตี
สันตินิเกตัน) กับโรงเรียนของผู้เขียนที่เมืองรันชี โรงเรียนทั้งสองแห่งมีสิ่งคล้ายกัน คือ
1.มีการจัดการเรียนการสอนในที่กลางแจ้งนอกห้องเรียน
2.การเรียนการสอนเป็นแบบง่ายๆไม่มีพิธีรีตอง และ 3.มีขอบข่ายการศึกษาที่กว้างขวางซึ่งจะไปช่วยกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ของเด็ก
ส่วนที่ไม่เหมือนกัน คือ
1.ทางด้านการศึกษาวรรณคดีและคำประพันธ์ 2.
ทางด้านการแสดงออกทางดนตรีและเสียงเพลง และ 3.เด็กนักเรียนที่สันตินิเกตันจะประพฤติ
”มูควัตร”(ไม่พูด)
เป็นบางวัน แต่ไม่มีการฝึกโยคะเป็นกรณีพิเศษ
บทที่ 30 กฎแห่งปาฏิหาริย์
ผู้เขียนได้เขียนอธิบายจนทำให้เกิดความเข้าใจในเรื่องของกฎแห่งปาฏิหาริย์
ว่า “ บรรดาโยคีทั้งหลายซึ่งสามารถเนรมิตกายและวัตถุต่างๆให้ปรากฏ
และสามารถทำให้กายหรือวัตถุต่างๆหายไปได้
ตลอดจนสามารถมีความเร็วเท่ากับความเร็วของแสง และสามารถใช้พลังแสงรังสรรค์ของพระเป็นเจ้าเนรมิตสิ่งต่างๆได้โดยฉับพลันนั้น
ก็เพราะว่าท่านเหล่านั้นได้บรรลุถึงเงื่อนไขของกฎแห่งปาฎิหาริย์ กล่าวคือ
การทำให้มวลของท่านเป็นอนันต์ได้สำเร็จ”
บทที่ 31 สัมภาษณ์อดีตภรรยาของท่านคุรุลาหิริ
มหาสัย
ผู้เขียนได้ไปสัมภาษณ์อดีตภรรยาของท่านคุรุลาหิริ
มหาสัย ซึ่งอยู่ที่เมืองพาราณสี
ทำให้ผู้เขียนได้รู้จักช่วงชีวิตของท่านคุรุในขณะที่ครองเพศเป็นคฤหัสถ์ คือ
ได้รู้ว่าท่านคุรุมีเพื่อนอยู่คนหนึ่งชื่อสวามี ไตรลังคะ
ซึ่งเป็นที่เลื่องลือกันว่าท่านสวามีผู้นี้มีอายุยืนถึง 300 ปี โยคีทั้งสองท่านนี้มักจะมานั่งเข้าสมาธิอยู่ด้วยกัน
ท่านสวามี ไตรลังคะ มีชื่อเสียงมากในหมู่ชาวฮินดู
ว่าเป็นผู้มีความสามารถในทางแสดงอิทธิปาฏิหาริย์
ท่านเป็นหนึ่งในพระสิทธา(พระผู้สำเร็จ)
ซึ่งทำหน้าที่ปกปักรักษาอินเดียไม่ให้ตกอับจนตลอดมาทุกยุคทุกสมัย
บทที่ 32 รามได้รับการชุบชีวิตจากความตาย
ผู้เขียนได้เขียนถึงเรื่องที่เด็กคนหนึ่งที่ชื่อรามได้รับการชุบชีวิตจากความตายอันสืบเนื่องมาจากเป็นอหิวาตกโรค
แม้ว่ารามจะตายไปแล้วแต่ท่านคุรุศรี ยุกเตศวรก็สามารถให้ฟื้นคืนชีพมาได้
ด้วยการหยดน้ำมันมะพร้าวเข้าไปในปากของศพเจ็ด หยด เมื่อน้ำมันหยดที่เจ็ดกระทบถูกที่ริมฝีปากที่เย็นชืดนั้น
ร่างที่ตายของรามก็สั่นสะท้านขึ้นมาทันที
กล้ามเนื้อทุกส่วนตั้งแต่ศีรษะจนถึงปลายเท้าเริ่มทำงานขณะที่รามลุกขึ้นนั่ง
บทที่ 33 บาบาจีโยคีแห่งอินเดียสมัยใหม่
ผู้เขียนได้เขียนในจั่วหัวข้อว่า “บาบาจี
โยคีแห่งอินเดียสมัยใหม่” โดยได้เขียนบอกถึงรูปลักษณ์ของท่านบาบาจีว่า
“ท่านคุรุผู้เป็นอมตะนี้
มีร่างกายที่ไม่ชราภาพไปตามอายุ แต่ท่านจะดูหนุ่มๆอยู่ในวัยไม่เกิน 25 ปี
ท่านมีผิวขาว รูปร่างและความสูงปานกลาง มีฉัพพรรณรัวงสีแผ่ซ่านออกจากร่างกาย
ตาทั้งสองข้างของท่านสีดำ ดูสงบและอ่อนโยน ไว้ผมยาวสีบรอนซ์
บางครั้งใบหน้าของท่านจะคล้ายใบหน้าของท่านลาหิริ มหาสัยมาก
ซึ่งก็เพราะมีหน้าตาที่คล้ายคลึงกันมากนี้เอง จึงทำให้บางครั้งคนแลเห็นท่านลาหิริ
มหาสัยในช่วงบั้นปลายชีวิตว่าเหมือนกับว่าเป็นพ่อของท่านมหาคุรุบาบาจี”
บทที่ 34 การเนรมิตปราสาทในเทือกเขาหิมาลัย
ผู้เขียนได้เขียนถึงมหาคุรุบาบาจีว่าอยู่ในเทือกเขาหิมาลัย
และเนื่องจากท่านสามารถเชื่อมจิตของตนเองเข้ากับจิตของพระเป็นเจ้าได้
ท่ามหาคุรีนี้จึงสามารเนรมิตประสาทในเทือกเขาหิมาลัยได้
ผู้เขียนได้อ้างคำบอกเล่าของคนที่ได้ไปพบกับท่านมหาคุรุบาบาจีว่า” ท่านคุรุบาบาจีสามารถเชื่อมจิตของท่านเข้ากับจิตของพระเป็นเจ้าได้
ท่านจึงบังคับให้อะตอมต่างๆมารวมตัวกันเป็นรูปอะไรก็ได้
ปราสาททองที่ท่านดลบันดาลให้เกิดขึ้นนี้เป็นของจริง
เช่นเดียวกับที่โลกมนุษย์ก็เป็นของจริงเหมือนกัน ท่านคุรุบาบาจีรังสรรค์ปราสาทงดงามหลังนี้จากจิตของท่าน
และทำการรวมอะตอมของปราสาทเข้าด้วยกันด้วยพลังจิตของท่าน
เหมือนอย่างที่พระจิตของพระเป็นเจ้ารังสรรค์โลกและธำรงโลกไว้”
บทที่ 35 ชีวิตของท่านลาหิริ มหาสัย
ผู้เขียนได้เขียนถึงชีวิตของท่านลาหิริ
มหาสัยไว้ตอนหนึ่งว่า “ชีวิตของท่านลาหิริ มหาสัย
เป็นแบบอย่างของคนที่สามารถเปลี่ยนแปลงแนวคิดเดิมๆที่เคยถือว่าโยคะเป็นศาสตร์ลี้ลับ
มาเป็นแนวคิดใหม่ว่าทุกคนอาจพบหนทางที่จะทำให้เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างตนเองกับธรรมชาติโดยอาศัยกริยะโยคะ
และทำให้เขาเข้าใจปรากฏการณ์ต่างๆ ทั้งที่ลี้ลับและที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน
เราจะต้องตระหนักว่าสิ่งที่เคยลี้ลับเมื่อหลายพันปีมาแล้ว
พอมาถึงตอนนี้ก็ไม่มีความลี้ลับอีกต่อไปแล้ว
ส่วนสิ่งที่ลี้ลับอยู่ในขณะนี้ก็อาจจะเป็นที่เข้าใจกันได้ในอีกร้อยปีข้างหน้าก็ได้”
บทที่ 36 คุรุบาบาจีสนใจตะวันตก
ผู้เขียนได้เขียนถึงท่านมหาคุรุบาบาจีว่ามีความสนใจในประเทศทางตะวันตก
โดยท่านมหาคุรุได้กล่าวกับท่านคุรุ ลาหิริ มหาสัย
เมื่อคราวที่ได้พบปะกันในครั้งหนึ่งว่า” ตะวันออกและตะวันตกจะต้องสถาปนาหนทางสายกลางเพื่อประสานกิจกรรมและแนวทางจิตวิญญาณระหว่างกัน
อินเดียมีหลายสิ่งหลายอย่างที่จะเรียนรู้จากตะวันตกในทางพัฒนาด้านวัตถุ
แต่ในทางกลับกันอินเดียก็สามารถสอนวิธีการสากลที่จะช่วยตะวันตกให้สามารถใช้ฐานความเชื่อทางศาสนาโดยอิงอาศัยรากฐานที่มั่นคงไม่คลอนแคลนของศาสตร์ทางโยคะ”
บทที่ 37 อาตมาไปอเมริกา
ผู้เขียนได้เขียนถึงเหตุการณ์ตอนที่ผู้เขียนเดินทางไปยังประเทศสหรัฐอเมริกาว่า
เนื่องมาจากได้รับคำเชิญจากกองการประชุมนานาชาติว่าด้วยเสรีภาพทางศาสนาในอเมริกา (International
Congress of Religious Liberals in America) การประชุมครั้งนี้จัดขึ้นในปีนั้นที่เมืองบอสตัน
ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยอยู่ภายใต้การอุปถัมภ์ของสมาคมอเมริกันยูนิแทเรียน
ได้ออกเดินทางจากอินเดียในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1920 โดยได้โดยสารเรือชื่อ เดอะ ซิตี้
ออฟ สปาร์ต้า(The City of Sparta) ใช้เวลาเดือนทางรอนแรมอยู่กลางเป็นเวลา
2 เดือนจึงถึงประเทศสหรัฐอเมริกา
บทที่ 38 ลูเธอร์ เบอร์แบงค์:
โยคีท่ามกลางดอกกุหลาบ
ผู้เขียนได้เขียนถึง ลูเธอร์ เบอร์แบงค์ นักพฤกษศาสตร์คนสำคัญของสหรัฐอเมริกา
โดยได้ตั้งสมญานามให้ท่านว่า”โยคีท่ามกลางดอกกุหลาบ” ท่านมีสวนอยู่ที่เมืองแซนตา
โรซา มลรัฐแคลิฟอร์เนีย ผู้เขียนมีความประทับใจในคำพูดของเบอร์แบงค์ที่พูดเมื่อแรกพบกันโดยบอกว่า”ขณะที่ผมกำลังทำการทดลองเพื่อจะทำให้ต้นตะบองเพชรที่มีหนามไม่ให้มีหนามนั้น
ผมก็มักจะพูดกับพวกมันเพื่อสร้างคลื่นแห่งความรักว่า พวกเธอไม่มีอะไรจะต้องกลัว
พวกเธอไม่จำเป็นต้องมีหนามไว้ป้องกันตัวอีกแล้ว ฉันจะช่วยปกป้องคุ้มครองพวกเธอเอง
พืชทะเลทรายที่มีประโยชน์เหล่านี้ก็ค่อยๆพัฒนาเป็นพืชไม่มีหนาม” เบอร์แบงค์บอกผู้เขียนด้วยว่า”เคล็ดลับของการเพาะพืชให้ดีนั้น
นอกจากจะอาศัยความรู้ทางวิทยาศาสตร์แล้ว ก็คือต้องมีความเมตตาอยู่ด้วย”
บทที่ 39 เทเรซา:ผู้มีตราบาปชาวคาทอลิก
ผู้เขียนได้เขียนถึงผู้วิเศษชาวยุโรปที่ผู้เขียนและคณะได้เดินทางไปพบมา
คือ นางเทเซา นูมันน์ ผู้มีตราบาปชาวแคทอลิก เมื่อ ค.ศ. 1935 ที่แคว้นบาวาเรีย
ประเทศเยอรมนี นางนูมันน์ตาบอดเป็นอัมพาต ไม่รับประทานอาหารและไม่ดื่มน้ำ
มีตราบาปคือแผลศักดิ์สิทธิ์ของพระเยซูมาปรากฏตามอวัยวะส่วนต่างๆ แม้จะเป็นชาวบ้านธรรมดา
แต่นางสามารถพูดภาษาโบราณได้
นางได้บอกกับผู้เขียนว่า
ที่นางรับประทานเพียงขนมปังชิ้นบางๆมีขนาดเท่าเหรียญเล็กๆเท่านั้นแต่ก็มีชีวิตอยู่ได้เพราะว่า”ดิฉันอาศัยแสงของพระเจ้า” ซึ่งผู้เขียนตีความว่ามันคือพลังงานที่ไหลเข้าสู่ร่างกายของนางจากอากาศธาตุ
จากดวงอาทิตย์ และจากอากาศ
บทที่ 40 อาตมากลับอินเดีย
ผู้เขียนได้เขียนถึงเหตุการณ์ตอนที่ผู้เขียนเดินทางกลับมาเยี่ยมประเทศอินเดีย
ภายหลังจากเสร็จสิ้นการเดินทางไปทางยุโรป ผู้เขียนได้ไปเยี่ยมคุรุศรี
ยุกเตศวรที่อาศรมเมืองเซรัมโปร์ และไปที่เมืองรันชีเพื่อไปดูกิจการของโรงเรียนสำหรับเด็กที่ท่านสร้างไว้ ได้เห็นกิจการของโรงเรียนมีการพัฒนาขึ้นมามาก
แต่การเรียนการสอนก็ยังยึดหลักการเดิม คือ
มีการสอนให้นักเรียนได้รู้จักวิธีระงับความวุ่นวายทางกายและทางจิตด้วยการใช้เทคนิคทางสมาธิจนบรรลุผลอย่างดีเยี่ยม
บทที่ 41 ทัศนียภาพของอินเดียตอนใต้
ผู้เขียนได้เล่าถึงการเดินทางไปทางอินเดียตอนใต้
ได้ไปชมสถานที่ต่างๆ ของเมืองไมซอร์ เช่น วัดชามุนดี ได้พบปะกับท่านยุพราช เซอร์
กันทีระ นรสิงหราชา วทิยาร์ องค์รัชทายาทของมหาราชา ไปแสดงปาฐกถาที่หอประชุมเมืองไมซอร์ และที่อื่นๆอีก
3 แห่ง นอกจากนั้นแล้วผู้เขียนยังได้กล่าวถึงงานสถาปัตยกรรมและประติมากรรมของรัฐไมซอร์
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับโองการศิลาจารึกของพระเจ้าอโศก
ซึ่งกษัตริย์แห่งราชวงศ์เมารยะพระองค์ได้ทรงสร้างจักรวรรดิของพระองค์กว้างใหญ่ไพศาลครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมดของอินเดีย-ปากีสถาน อัฟกานิสถาน และบาลูชิสถาน
กับได้ย้อนไปเขียนถึงเรื่องของพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชแห่งกรีซโบราณที่ได้เข้ามารุกรานอินเดียเมื่อราว
300 ปีก่อนคริสตกาล
บทที่ 42
วันสุดท้ายกับคุรุของอาตมา
ผู้เขียนได้เขียนถึงช่วงท้ายที่ผู้เขียนได้อยู่กับท่านคุรุศรี
ยุกเตศวร ก่อนที่ท่านจะเสียชีวิต
ในช่วงนั้นผู้เขียนได้เดินทางไปร่วมงานเทศกาลกุมภะเมลา
จากนั้นไปที่แม่น้ำยมุนา
ไปเมืองอัครา ไปชมทัชมาฮาล
ก่อนที่จะเดินทางกลับมาที่เมืองกัลกัตตา แต่ก็ไม่ได้พบกับคุรุศรี ยุกเตศวรเพราะว่าท่านได้เข้ามหาสมาธิคือละสังหารไปเรียบร้อยแล้ว
บทที่ 43 การฟื้นคืนชีพของท่านศรี ยุกเตศวร
ผู้เขียนได้เขียนจั่วหัวในบทนี้ว่า”การฟื้นคืนชีพของท่านศรี
ยุกเตศวร” ก็ด้วยต้องการจะแสดงให้ผู้อ่านได้เห็นว่าคุรุของท่านมีความศักดิ์สิทธิ์
มีลักษณะเหมือนกับผู้ศักดิ์สิทธิ์ท่านอื่นๆที่สามารถฟื้นคืนชีพหลังตายได้
อย่างเช่นที่เรารู้จักกันในเรื่องของพระเยซูหลังจากตายแล้วก็มีเรื่องเล่าขานเป็นตำนานว่าท่านสามารถฟื้นคืนชีพได้ ผู้เขียนเล่าถึงคุรุศรี ยุกเตศวรว่าเมื่อวันที่
19 มิถุนายน 1936 คือ หนึ่งสัปดาห์หลังจากที่ได้เห็นภาพนิมิตของพระกฤษณะแล้ว
ผู้เขียนได้มองเห็นร่างกายที่มีเลือดเนื้อของท่านมาปรากฏอยู่ในห้องพักแล้วมาพูดคุยอยู่กับผู้เขียนนานพอสมควร
และผู้เขียนได้ฟังเรื่องราวของโลกต่างๆจากปากของท่านคุรุนี้ด้วย
บทที่ 44 กับมหาตมา คานธี ที่วารธา
ผู้เขียนได้เขียนถึงช่วงที่ได้เดินทางไปพบกับมหาตมา
คานธี ที่วารธา และได้ยินได้ฟังหลักการของสัตยานุเคราะห์ที่บรรดาสานุศิษย์ผู้เคร่งครัดของท่านมหาตมา
คานธีทุกคนจะต้องปฏิญาณ คือ 1.ไมใช้ความรุนแรง 2.สัจจะ 3. ไม่ลักขโมย
4.ประพฤติพรหมจรรย์ 5.ไม่มีทรัพย์สมบัติ 6.ใช้แรงกาย 7.ควบคุมลิ้น 8.ไม่กลัว
9.เคารพทุกศาสนาเท่าเทียมกัน 10.ใช้ผลิตภัณฑ์ภายในประเทศ 11.ปลอดจากวรรณะจัณฑาล
บทที่ 45 เจ้าแม่สุขเกษมชาวเบงกอล
ผู้เขียนได้เขียนถึงผู้วิเศษชาวอินเดีย
ที่ท่านให้สมญานามว่า”เจ้าแม่เกษมสุขชาวเบงกอล” คือ
นางนิรมลเทวี ซึ่งเป็นที่รู้จักกันทั่วไปนาม ”อานันทะ
โมยิ มา” (เจ้าแม่เกษมสุข) เจ้าแม่เกษมสุขเดินทางไปทั่วอินเดีย นางมีสานุศิษย์หลายร้อยคนกระจายอยู่ตามที่ต่างๆ
นางมีความพยายามจะทำการปฏิรูปสังคมอินเดีย แม้นางจะเป็นคนอยู่ในวรรณะพราหมณ์
แต่ก็ไม่ยอมรับข้อแตกต่างระหว่างคนวรรณะต่างๆ
บทที่ 46 โยคีหญิงผู้ไม่กินอาหาร
ผู้เขียนได้เขียนถึงโยคีผู้ไม่กินอาหาร คือ
นางคิรี พาลา
นางใช้เทคนิควิธีทางโยคะอย่างหนึ่งซึ่งทำให้นางสามารถมีชีวิตอยู่ได้โดยไม่ต้องรับประทานอะไร
นางได้ตอบคำถามของผู้เขียนว่า “ดิฉันไม่ได้รับประทานอาหารและดื่มน้ำมาตั้งแต่อายุ
12 ปีกับอีก 4 เดือน เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน อายุของดิฉันตอนนี้คือ 67 ปี
รวมเป็นเวลาทั้งสิ้นที่ดิฉันไม่ได้รับประทานอะไร 56 ปีแล้วเจ้าค่ะ”ผู้เขียนอธิบายกับนางว่า
“อาหารของคุณโยมได้มาจากพลังงานที่ละเอียดอ่อนมากของอากาศและแสงแดด
และได้จากพลังจักรวาลที่เข้าสู่ร่างกายของคุณโยมผ่านทางปลายสมองส่วนที่เรียกว่าเมดุลลา
โอบลองกาตา”
บทที่ 47 อาตมากลับสู่ตะวันตก
ผู้เขียนได้บอกว่าเดินทางออกจากอินเดียผ่านไปทางยุโรปและได้ไปพำนักสอนโยคะและสมาธิอยู่ที่กรุงลอนดอนประเทศอังกฤษระยะหนึ่ง
จากนั้นได้เดินทางออกจากท่าเรือเมืองเซ้าท์แทมป์ตั้นไปยังประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อปลายเดือนตุลาคม
ค.ศ. 1936 และเมื่อถึงสิ้นปี ค.ศ. 1936
ผู้เขียนและคณะก็ได้เดินทางไปถึงศูนย์โยคะะที่ ม้าท์วอชิงตัน เซ็นเตอร์
โดยสวัสดิภาพ
บทที่ 48 ที่เมืองแอนซินิตัส มลรัฐแคลิฟอร์เนีย
ผู้เขียนได้เขียนถึงอาศรมเอนซินิตัส
มลรัฐแคลิฟอร์เนีย ว่าคณะ ศิษย์ของผู้เขียนได้จัดการสร้างอาศมเอนซินิตัสนี้เพื่อเป็นของขวัญวันเดินทางกลับคืนสู่อเมริกาของผู้เขียน
อาศรมที่ว่านี้เป็นอาคารหลังหนึ่งที่มีความใหญ่โตมาก
มีลักษณะเหมือนกับเรือเดินสมุทรสีขาวขนาดใหญ่ ตั้งอยู่ทางด้านที่ติดกับมหาสมุทร
มีห้องขนาดใหญ่มากถึง 16 ห้อง แต่ละห้องถูกตกแต่งไว้อย่างสวยงาม
สำหรับห้องโถงใหญ่นั้น มีหน้าต่างขนาดใหญ่ สร้างขึ้นไปจนติดกับเพดานห้อง เมื่อมองออกไปข้างนอกก็จะเห็นสนามหญ้า
เห็นมหาสมุทรและเห็นท้องฟ้าสวยงามมากทีเดียว ที่ข้างฝาผนังด้านบนเตาผิงไฟ
ได้ติดรูปของพระเยซู ท่านมหาคุรุบาบาจี ท่านคุรุลาหิริ มหาสัย และท่านคุรุศรี
ยุกเตศวร เอาไว้ด้วย ซึ่งผู้เขียนเห็นว่า
ท่านเหล่านี้ได้ร่วมกันแผ่บารมีมาอำนวยอวยชัยแก่อาศรมรูปทรงแบบตะวันตกแห่งนี้
บทที่ 49 ระหว่างปี ค.ศ. 1940-1951
ผู้เขียนได้เขียนบทสุดท้ายของหนังสือเล่มนี้โดยระบุช่วงเวลาว่าระหว่าง
ค.ศ. 1940-1951 ในช่วงเวลาดังกล่าวได้มีการขยายกิจการงานสั่งสอนและเผยแพร่สมาธิและกริยะโยคะ
เช่น เมื่อปี ค.ศ. 1943 ได้มีการสร้างโบสถ์เซลฟ์-เรียไลเซชั่น เฟลโลว์ชิฟ
สำหรับทุกศาสนาขึ้นที่ฮอลลีวูด มลรัฐแคลิฟอร์เนีย ในปีถัดมาคือเมื่อปี ค.ศ. 1943
ก็ได้จัดสร้างวัดของสมาคมเอส.อาร์.เอฟ. ที่เมืองซานดิเอโก มลรัฐแคลิฟอร์เนีย และเมื่อปี ค.ศ. 1947
ก็ได้สร้างวัดอีกแห่งหนึ่งที่เมืองลองบีช
มลรัฐแคลิฟอร์เนีย เป็นต้น